Tuesday, 10 December 2019

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เร่งผลิตรถยนต์ PHEV และ EV ในปีนี้ แนะรัฐเร่งพัฒนาโครงสร้างรองรับ

 เมอร์เซเดส-เบนซ์ เร่งผลิตรถยนต์ PHEV และ EV ในปีนี้ แนะรัฐเร่งพัฒนาโครงสร้างรองรับ โดยมร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แผนการสนับสนุนของรัฐบาลปัจจุบันที่ให้กับค่ายรถยนต์เหมาะสมดีแล้ว โดยในยุคเปลี่ยนผ่านแบบนี้ รถยนต์ชนิดปลั๊กอิน ไฮบริด PHEV ถือว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากใช้พลังงานได้จาก ทั้ง 2 แหล่งที่มา ซึ่งยอดขายในปัจจุบัน ของเมอร์เซเดส-เบนซ์รถแบบ PHEV ครองส่วนแบ่งการขายราว 40-50%

“รถแบบปลั๊กอินไฮบริด ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากตอบโจทย์ได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค การลงทุนสร้างโรงงานแบตเตอรี่ในไทย ของเรา คาดว่าจะแล้วเสร็จทันตามกำหนด ซึ่งจะสอดคล้องกับทิศทางของตลาด ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าชนิดแบตเตอรี่ของเรา ยังไม่ออกจำหน่าย เนื่องจากต้องพัฒนา ให้ดีที่สุดก่อน” ฟรังค์กล่าวตบท้าย.

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เชื่อรถยนต์ไฟฟ้า คือ ทิศทางที่ถูกต้องและกำลังมา แนะรัฐเตรียมรับมือ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้รองรับการใช้งานของผู้บริโภค เน้นการชาร์จที่บ้านและที่ทำงาน สุดท้าย จะเป็นเหมือนมือถือ ช่วงแรก ควรช่วย ผู้ประกอบการที่ลงทุนสถานีชาร์จ ระบุ PHEV ตอบโจทย์ยอดขายขยับเป็น 50% แล้ว

ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทิศทางการพัฒนารถยนต์ปัจจุบัน ทุกค่ายรวมถึงเมอร์เซเดส-เบนซ์ ต่างมุ่ง ไปในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า แบบ BEV แต่กว่าที่จะสมบูรณ์แบบในแง่ของระยะการเดินทางและเวลาชาร์จไฟยังต้องรอเวลา

“เมื่อเราเข้าสู่ยุคที่รถต้องชาร์จไฟฟ้า ความสะดวก คือ หัวใจสำคัญ การชาร์จ ที่บ้านและที่ทำงาน คือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องไปใช้สถานีชาร์จสาธารณะ แค่เรารู้ว่า ชาร์จได้เพียงพอกับการขับขี่ เหมือนกับที่เราชาร์จโทรศัพท์ มือถือ ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าแบตเหลือเท่าไหร่ แค่ชาร์จให้พอใช้งานได้เท่านั้น ดังนั้น รัฐควรเตรียมความพร้อมให้ดี” ไมเคิลกล่าว

ทั้งนี้ ในช่วงแรก ภาครัฐอาจจะต้องสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสถานีชาร์จไฟสามารถดำเนินกิจการได้ รวมถึงการจัดสรรส่วนแบ่งรายได้ที่เหมาะสม เพียงพอต่อการลงทุน พฤติกรรมคนใช้รถในเมือง คือ การอยู่คอนโดมิเนียมและทำงานออฟฟิศ ดังนั้น ควรมีการออกประกาศที่ชัดเจน ในแง่ของการติดตั้งที่ชาร์จไฟ รวมถึงอัตราค่าไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้ามีด้วยกัน 3 อย่าง คือ ตัวรถ, ลูกค้าและโครงสร้างพื้นฐาน โดยบริษัทฯ เห็นว่าทางภาครัฐควรเตรียมการในเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อให้รองรับได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์


This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.